เปิดเมืองคารุอิซาวะ


คารุอิซาวะเป็นเมืองรีสอร์ทท่ามกลางขุนเขาตั้งอยู่ในจังหวัดนะงะโนะ จากโตเกียวใช้เวลาเพียง 65 นาทีโดยรถไฟชินคันเซน ฮาคุทากะ  หรือ ถ้าเรานั่งชินคันเซนขบวน อาซามะ จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเป็น 75 นาที (บัตร JR พาส ครอบคลุมทั้งขบวน Asama และ Hakutaka )

ในช่วงฤดูหนาวคารุอิซาวะเป็นเมืองสกีรีสอร์ทยอดนิยมแห่งหนึ่ง แต่ยังไม่เทียบเท่าทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและคุณภาพของลานสกีเหมือนสกีรีสอร์ทอื่นๆ ในแถบนะงะโนะ เช่น ฮาคุบะ แต่ทั้งนี้คารุอิซาวะเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม คารุอิซาวะเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับช่วงวันหยุดในฤดูร้อน (ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม) โดยเฉพาะพวกเศรษฐี มักจะสร้างบ้านพักตากอากาศ ณ เมืองแห่งนี้

 

ท่องเที่ยวธรรมชาติ ณ  Picchio

ผู้เขียนไปเยือนคารุอิซาวะโดยมีจุดประสงค์หลักคือเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ดังนั้นเขาจึงมุ่งหน้าไปยัง Picchio สถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธรรมชาติที่ได้รับรางวัลซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ สถานที่แห่งนี้ยังมีส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สรรพชีวิตที่ดำรงอยู่ในผืนป่าอีกด้วย

Picchio จัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศหลายรูปแบบ  ตั้งแต่การขี่จักรยานชมป่า จนถึงการส่องนก ผู้เขียนเริ่มต้นการทัวร์ครั้งนี้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า Picchio Wild Bird ที่ศุนย์แห่งนี้มีร้านกาแฟเล็กๆ และร้านขายของที่ระลึกไว้บริการ ในช่วงฤดูหนาวบ่อน้ำด้านนอกศูนย์แห่งนี้จะกลายเป็นน้ำแข็งและถูกปรับเป็นพื้นที่ลานสเก็ต ช่วงเวลาที่ผู้เขียนไปเยือนนั้นเป็นช่วงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงต้นของฤดูกาลใบไม้ร่วง ซึ่งช่วงนั้นใบไม้เพิ่งเริ่มเปลี่ยนสีเท่านั้น และมันจะสวยสดหลากสีสันจนกระทั่งอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

ผู้เขียนเช่าชุดเดินป่าและเริ่มต้นเที่ยวธรรมชาติในช่วงบ่ายของวันแบบส่วนตัวโดยมีไกด์ชาวญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษ ชื่อ  Yamazaki san

ถึงแม้ว่ามันจะออกชื้นๆ และครึ้มฟ้าครึ้มฝน แต่มันก็เป็นการเดินเที่ยวที่สวยงามเพลินตาทีเดียว เส้นทางการเดินนั้นง่ายๆ แม้แต่พวกที่เริ่มหัดเดินป่าก็เดินได้ ระหว่างทางเจอกบหลายชนิด เจอตัว Musasabi  หรือตัวกระรอกยักษ์บิน  นอกจากนั้นบ่อยครั้งยังพบเห็นรังของนกอยู่บนต้นไม้ด้วย

ทัวร์กลางคืนส่องตัว Musasabi

ในช่วงเย็น ผู้เขียนได้เข้าร่วมทัวร์ดูกระรอกบิน Musasabi Watching Night Tour โดยรายการทัวร์นี้จะจัดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน  ใช้เวลาทัวร์ทั้งสิ้น 90 นาที ราคา 3,300 เยน ทัวร์นี้จะแบ่งออกเป็น  2 ช่วง โดยช่วงแรกจะเป็นการบรรยายแบบสนุกน่าติดตาม เกี่ยวกับตัวกระรอกบินญี่ปุ่น Musasabi ซึ่งเป็นสัตว์สายพันธุ์เฉพาะถิ่นในญี่ปุ่น ผู้บรรยายบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยท่าทางกระตือรือร้น และสนุกร่าเริง ทั้งนี้ทางทัวร์ได้จัดเตรียมสไลด์อธิบายเป็นภาษาอังกฤษ

แต่ถ้าคณะทัวร์เป็นคณะที่คนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษ เราสามารถร้องขอไกด์ผู้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษได้อีกด้วย

ในช่วงที่ 2 ของรายการทัวร์นั้น เป็นการเปิดประสบการณ์การส่อง กระรอกบินญี่ปุ่น ยามค่ำคืน ไกด์พาเราไปยังกล่องรังที่มีตัว musasabi อยู่  เนื่องจากมีกล้องถ่ายทอดสดคอยจับความเคลื่อนไหวทำให้เรารู้ว่ารังแต่ละรังมีตัวกระรอกบินอยู่หรือไม่ ไกด์บอกเราว่ามีโอกาสถึง 98%  ที่จะได้เห็นตัวมัน ซึ่งเมื่อเราไปถึงก็ได้เห็นสมใจ   กลุ่มนักท่องเที่ยวรอด้วยความคาดหวังอยากมากที่จะเห็นตัว mussasabi ออกมาจากรังของมัน  หลังจากพระอาทิตย์ตกราว 30 นาที มันก็โผล่หัวออกมา คณะทัวร์ทั้งคณะยืนขึ้นอย่างพร้อมเพียง และส่องกล้องทางไกลเพื่อดูและรอที่จะได้เห็นมันโผล่ออกมาเต็มตัวและวิ่งขึ้นต้นไม้ไป ทั้งคณะต่างเฝ้ารอ แต่เจ้าตัว กระรอกบินทำแค่เพียงจ้องมองออกมาด้านนอกรังกว่า 20  นาที นิ่งงันเหมือนรูปปั้น สุดท้ายแล้วกว่ามันจะออกมาและบินให้เราเห็นสองครั้งก็จนท้องฟ้ามืดสนิทและหมอกลง ผู้เขียนพยายามที่จะบันทึกภาพด้วยไอโฟน 6  แต่ทว่ามันทั้งไกลและมืดเกินไป ผู้เขียนแนะนำว่าการจับจ้องมันด้วยตาเปล่า เป็นวิธีบันทึกความทรงจำและประสบการณ์ที่ดีที่สุดแล้ว  หลังจากรายการทัวร์จบลง นักท่องเที่ยวจะได้รับใบประกาศว่าได้ผ่านการชม musasabi  แล้วแถมอีกด้วย

น้ำตก

มีน้ำตกอยู่ 3 แห่งบริเวณคารุอิซาวะ ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือน้ำตก Sengataki  แต่ผู้เขียนไปเยือนสองแห่งที่เหลือ

Ryugaeshi Falls

น้ำตกแห่งแรกที่ผู้เขียนไปเยือนคือน้ำตก  Ryugaeshi มันอาจจะเป็นน้ำตกที่นักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในบรรดาน้ำตกทั้งสามแห่ง มันค่อนข้างเล็กแต่ทรงพลัง ทางเดินเข้าไปยังน้ำตกค่อนข้างรื่นรมย์ มีกระท่อมเล็กๆ ที่เราสามารถเข้าไปจิบชาได้ อยู่ไม่ไกลบริเวณน้ำตก ช่วงที่ผู้เขียนไปเที่ยมชมนั้น เห็นเพียงนักท่องเที่ยวซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่กำลังออกจากน้ำตกเท่านั้น

Shiraito Falls

น้ำตก Shiraito เป็นน้ำตกที่มีขนาดความกว้างกว่า 70 เมตร น้ำตกไหลจากระดับความสูง  3 เมตร ระลอกน้ำดูคล้ายกับเชือกสีขาวจึงเป็นที่มาของชื่อ Shiraito ที่มีความหมายในภาษาญี่ปุ่นว่าเส้นสีขาวหรือ สายสีขาว ในฤดูหนาว น้ำตกจะจับตัวเป็นน้ำแข็งแห้งให้เส้นสายดั่งงานประณีตศิลป์ ความน่าสนใจของน้ำตกแห่งนี้ก็คือมันเกิดจากแหล่งน้ำใต้ดิน แทนที่จะเกิดจากแม่น้ำเหมือนน้ำตกทั่วไป

การจัดการและการอนุรักษ์หมี

ผู้เขียนคิดไม่ออกเลยว่า “การจัดการหมี” คืออะไร ถูกทำให้เป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างไร แต่เห็นได้ชัดว่ามันอยู่ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในสถานที่สำคัญอย่าง คารุอิซาวะ ที่ซึ่งบ้านเรือนพักอาศัยอยู่ในป่า

ถ้าเปรียบเทียบกับหมีสีน้ำตาลแห่งเกาะฮอกไกโดแล้ว หมีดำเอเชียของเกาะฮอนชูแห่งนี้ตัวเล็กกว่า แต่มันสามารถสร้างอันตรายถ้ามันพบเจอคน หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของ Picchio  คือการสร้างสภาพแวดล้อม สร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้ระหว่างหมีและคน และแน่นอนว่าพวกเขากำลังทำงานนี้กันอย่างต่อเนื่องในสิ่งที่เข้าริเริ่มเพื่อทำให้มันเป็นไปได้ในอนาคต

ถังขยะป้องกันหมี

ขยะเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งเพราะมันดึงดูดพวกหมีจากภูเขาให้ลงมาหากิน โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนเมื่อคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ไกด์ของผู้เขียนได้ชี้ให้ดูถังขยะที่ใช้ป้องกันหมีไม่ให้มารื้อค้นที่พวกเขาออกแบบขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ด้วยเพราะถังขยะแบบเก่า หมีนั้นสามารถเปิดฝาออกและเข้าไปด้านในได้ แต่ถังขยะขนาดใหญ่แบบใหม่นี้ ต้องปลดล็อกกลไลสองชั้นเพื่อเปิดฝา และมันซับซ้อนเกินกว่าที่หมีทั้งหลายจะเปิดมันออก ถังแบบใหม่นี้ถูกติดตั้งทั่วเมือง คารุอิซาวะ และมันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันกันหมีให้ออกไปจากกองขยะพวกนี้ได้จริงๆ  หลักคิดก็คือ ถ้าหมีไม่สามารถรื้อคุยหาอาหารจากขยะ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและผิดธรรมชาติของมันได้แล้ว มันก็จะไม่ลงมายังเมือง

การจับ การลงทะเบียน และการปล่อยหมี

เพื่อที่จะทำให้เราสามารถเช้าใจอุปนิสัย ลักษณะ และเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของหมีแต่ละตัวนั้น  กับดักที่ไม่เป็นอันตรายต่อหมีได้ถูกติดตั้งขึ้นใกล้เมือง มีตัวใดก็ตามที่ถูกจับจะถูกสวมปอกคอที่มีระบบติดตาม ถูกชั่งน้ำหนัก และวัดขนาด รวมทั้งถูกเก็บตัวอย่างเลือดและขน ก่อนที่พวกมันจะถูกปล่อยไป กับดักหมีถูกออกแบบมาไม่ให้ทำอันตรายหรือทำให้มันบาดเจ็บเมื่อถูกจับ ตัวอย่างคือ รูปทรงของช่องดักจับจะไม่ทำให้ฟันหรือกรงเล็บมันได้รับบาดเจ็บถ้ามันพยายามที่จะหนีออกมา และข้างในยังมืดสนิท เพื่อทำให้พวกมันรู้สึกสงบแม้ว่าถูกจับ

ก่อนที่หมีจะได้รับการปล่อยตัว พวกเข้าใช้วิธีการสร้างสภาวะที่หมีไม่ชอบ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำเสียงดัง ยิงที่ก้นหรือสะโพกของมันด้วยปืนลม และให้สุนัขล่าหมีเห่าพวกมัน  จุดประสงค์ของวิธีนี้คือให้แน่ใจว่าพวกมันจะสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามถ้าพวกมันมาข้องเกี่ยวกับมนุษย์ ดังนั้นมันมีโอกาสหลีกเลี่ยงมนุษย์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในอนาคตข้างหน้า  ผู้เขียนรู้สึกว่ามันฟังดู โหดร้ายมากในตอนแรก แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นการดีที่ได้สอนพวกมันให้เรียนรู้การอยู่ห่างจากมนุษย์ มากกว่าที่จะให้พวกมันสบายใจเมื่ออยู่กับมนุษย์และอาจจะทำร้ายใครบางคนเข้าสักวัน

หมีที่ถูกสวมปอกคอวิทยุจะถูกติดตามตรวจสอบโดยใช้วิทยุติดตามสัตว์ และถูกวัดระดับความก้าวร้าว ถ้าหมีตัวใดมีพฤติกรรมก้าวร้าวในระดับสูง หรือ เป็นหมีที่สร้างปัญหาพวกมันจะถูกจับ

การแกะรอยหมี

ผู้เขียนได้ออกตามรอยหมีกับ 2 เจ้าหน้าที่ของ Picchio  โดยใช้วิทยุติดตามสัตว์ มันให้ความรู้สึกตื่นเต้นแต่น่าหวาดกลัว เขาไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสมกับภาระกิจนี้ พวกเขาทั้งสามแกะรอยหมีที่ถูกสวมปอกคอวิทยุเรื่อยไปด้วยวิธีการพื้นฐาน เข้าไปยังป่าลึก ภูเขาสูง แหวกต้นไม้บางช่วงต้องสไลด์ลงเนินโคลน จะโชดดีหรือโชคร้าย  คณะไม่พบหมีที่พวกเขาติดตามในครั้งนี้ เนื่องเพราะหมีกำลังเคลื่อนที่ตลอดเวลาและสามารถไปได้ไกลกว่าพวกเขา ทางผู้เขียนสงสัยว่าถ้าเกิดว่าพวกเขาเจอหมีเข้าจริงๆ พวกเขาจะทำอย่างไร

การต้อนหมี

ที่ Picchio มีสุนัขล่าหมีพันธุ์ Karelian  ชื่อว่า Bullet และ Luna ซึ่งพวกเขาได้มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา

(สุนัขล่าหมีพันธุ์ Karelian  มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟินแลนด์) วิธีการจัดการหมีที่ไม่ทำร้ายมันเริ่มแรกเกิดขึ้นที่ สถาบัน Wind River Bear ที่มอนทาน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา และเมือง คารุอิซาวาต้องการที่จะทดลองวิธีการนี้ในประเทศญี่ปุ่น

ผู้เขียนได้เจอสุนัขตัวที่ชื่อว่า  Bullet เขาบอกว่ามันฉลาดและเป็นมิตร  สุนัขพันธ์ Karelian เป็นสุนัขที่เอาไว้ใช้ล่าสัตว์ขนาดใหญ่  เพราะมันฉลาด รวดเร็วและมีสัญชาตญาณที่ไม่กลัวอันตราย  ทุกวันนี้พวกมันช่วยหยุดพวกหมีไม่ให้เข้ามายังเมือง ด้วยการเห่าและกวดไล่พวกหมีให้กลับขึ้นไปยังภูเขา นอกจากนี้พวกเขาใช้สุนัขทั้งสองตัวในการปกป้องและส่งสัญญาณเตือนเจ้าหน้าที่เมื่อมันสัมผัสได้ว่าหมีกำลังใกล้เข้ามา

ทริปสั้นๆหนึ่งวันจากคารุอิซาวา

Unno-juku

อันโนะจุกุ ตั้งอยู่ในเมืองโทมิ ซึ่งเป็นเมืองเก่าย้อนกลับไปตั้งแต่ ค.ศ. 1625 ที่นี่เคยเป็นจุดแวะบนเส้นทาง ฮอกโกกุ ไคโดะ เส้นทางสำคัญที่เชื่อม นากะเซนโด (เส้นทางภูเขาทางภาคกลางจากโตเกียวถึงเกียวโต) และ โฮคุริคุโด (เส้นทางภูมิภาคทางตอนเหนือ)  ทองจากเหมืองทองบนเกาะซาโดะ ถูกขนผ่านเส้นทางนี้ และพวกแสวงบุญที่ต้องเดินทางไปวัด เซนโคกิ ในจังหวัดนะงะโนะ ต้องแวะพักที่นี่ด้วยเช่นกัน ถนนหนทางในเมืองเรียงรายด้วยต้นซากุระและต้นหลิว มีร่องน้ำทำจากหินเป็นแนวยาวตลอดเส้น

มันไม่เหมือนเมืองก่าที่เป็นที่นิยมอย่าง Nakasendo, Tsumago, Magome  ที่นี่มีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นเมืองในอดีตจริงๆ

งานเทศกาลประจำปีของเมือง ที่ชื่องาน Unno Fureai Festival จัดขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน  ชาวเมืองจะแต่งตัวด้วยชุดโบราณย้อนยุค และออกมาเดินขบวนกันบนท้องถนน ถ้าเดินทางด้วยบริการสาธารณะ ลงรถไฟที่สถานีทานากะ หรือสถานีโอยะ บนเส้นทาง Shinano Railway  จากนั้นนั่งรถ เท็กซี่ 5 นาทีก็ถึง Unno-juku

Komoro Kaikoen Castle Ruins

สวนสาธารณะ โคโมโระ ไคโคเอน ตั้งอยู่บนพื้นที่ปราสาทเก่าโคโมโระ  ปราสาทแห่งนี้มีความพอเศษตรงที่มันถูกสร้างบนพื้นที่ที่ต่ำกว่ารอบนอก ทำให้ปราสาทแห่งนี้ได้สมญานามว่า anajiro  หรือ ปราสาทบ่อ

การเดินทางมาเที่ยวที่นี่ง่ายเพียง เดินเท้าประมาณ 3 นาทีจากสถานีรถไฟ โคโมโระ ค่าเข้าชม 300 เยน

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่เป็น 1ในสถานที่ 100  แห่ง ที่ต้องมาชมดอกซากุระ และในฤดูใบไม้ร่วง สวนสาธารณะแห่งนี้ละลานตาไปด้วยใบไม้หลายสีสันสดสวย ส่วนตัวปราสาทนั้นมีประวัติศาสตร์กว่า 400 ปี  โดยประตูทางเข้าหลักของปราสาทและกำแพงหินดั้งเดิมยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์

การเดินทางมาเที่ยวคารุอิซาวา ใช้เวลาเพียงสั้นๆจากโตเกียว มันเป็นประตูวิเศษบานหนึ่งสำหรับคนที่รักธรรมชาติและชอบท่องเที่ยวแบบผจญภัย มีเส้นทางเดินป่า เส้นทางปีนเขา และเส้นทางจักรยาน ที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย และทุกระดับความสามารถ หลังจากเสร็จสิ้นวัน มีน้ำร้อนน้ำแร่ออนเซน และมีร้านอาหารท้องถิ่นดีๆ อีกด้วย ส่วนโรงแรมที่พักก็มีหลายระดับราคา ตั้งแต่โรงแรมบูทีคหรูหราจนถึงระดับแค่ไว้หลับนอน

มันยังคงไม่เป็นที่รู้จักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก ดังนั้นมันก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดึงดูดนักเที่ยวเช่นกัน

สำหรับคนที่ชื่นชอบช้อปปิ้ง มีช้อปปิ้งเอ้าท์เลทขนาดใหญ่อยู่ที่สถานี คารุอิซาวะ ชื่อว่า Karuizawa Prince Shopping Plaza มีทั้งสินค้าอินเตอร์และสินค้าแบรนด์ท้องถิ่น

Words and images by Stephanie Sng, JNTO Sydney Office staff.

ที่มา : Discovering Karuizawa JAPAN NATIONAL TOURISM ORGANIZATION