ศาสนาและวัฒนธรรมของกรีซ


ศาสนา

ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนา คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ (98%) อิสลาม (1.3%) และอื่นๆ (0.7%)

วัฒนธรรม

 กรีซมีชื่อเสียงทางเรื่องศิลปะเป็นต้นแบบของงานสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเด่นและสง่างามของเสาหินแบบวิหารพาร์เธนอน ที่ตกแต่งตรงส่วนบนของหัวเสาด้วยศิลปะแบบกรีกมี 3 แบบ คือ ดอริก , ไอโอนิก และคอรินเธียน จะเห็นเสาหินแบบกรีกเป็นส่วนตกแต่งด้านหน้าของอาคารสำคัญๆและสิ่งก่อสร้างที่เป็นงานสถาปัตยกรรมเลื่องชื่อของโลกตามเมืองหลวงของประเทศต่างๆในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย สถานที่ทำงานสำคัญๆ ของประเทศที่มีชื่อเสียงต่างๆ ล้วนนำสถาปัตยกรรมศิลป์ของกรีซไปประยุคผสมผสาน ในการก่อสร้างเป็นการยอมรับในอารยธรรมที่รุ่งเรืองของกรีซโบราณและเป็นการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่เคยเฟื่องฟูในอดีตของกรีซไปทุกมุมโลกนอกจากงานสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของกรีซที่เผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว งานจิตรกรรมและประติมากรรมของกรีซยังเป็นมรดกล้ำค่าที่บรรดาพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ต่างๆ พยายามเสาะหามาเป็นสมบัติเก็บสะสมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้งานศิลปะชั้นเยี่ยมของกรีซจะกลายเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของประเทศอื่นแต่กรีซก็ยังมีงานศิลปะโบราณอยู่ในประเทศอีกมาก

กรีกเก่าจะเรียกว่า คริทแทน ไมซีนาเคน (Gretan Mycenacan) พวกชนเผ่าไอโอเนียน เริ่มเรียกชื่อใหม่ว่าดินแดนกรีก (Greece) โดยสมัยก่อนราวปี 1200 ปี ก่อนคริสตกาลจะมีชนเผ่า ที่บุกรุกเข้ามาแย่งดินแดนคือ เผ่าไอโอเนียน เผ่าอาเคียน เผ่าโดเรียน เมื่อ 700-475 ปี ก่อน คริสตกาล ไม่มีหลักฐานการแต่งกาย จนกระทั่งในเวลา 500 ปีก่อนคริสตกาล จึงได้รู้จักโดยดู ลวดลายจากเหยือก และแจกันดินเผา จะมีรูปวาดหญิงชายประดับบนแจกัน ก็จะดูการแต่งกายของชาวกรีกในสมัยนั้นได้

กรีกมีนครที่สำคัญที่สุดคือ เอเธนส์ สปาร์ต้า และ โครินทร์ ชาวเมืองในสมัยนั้นใช้เวลาว่างในการจับกลุ่มสนทนาเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาและการเมือง และผู้ชายก็จะออกกำลังกายในโรงยิมเนเซียม ชาวกรีกจะมีเวลาว่างหาความเพลิดเพลินมาก เพราะมีข้าทาสบริวารทำงานแทน คอยรับใช้สังคม กรีกจะให้ความสำคัญกับเด็กมากกว่าสตรี ผู้หญิงจะมีสิทธิออกเสียงน้อย ได้รับการอบรมเกี่ยวกับ งานบ้าน การเรือนเป็นส่วนใหญ่ การศึกษาคือพออ่านออกเขียนได้

การแต่งงาน นิยมคลุมถุงชน คือ จองกันตั้งแต่เด็ก ประเพณีคือ การแต่งกายชุดเจ้าสาวสี ขาว มีผ้าคลุมผม ตลอดจนการจูงเจ้าสาวเดินไปแท่นพิธี พิธีแต่งงานจะเริ่มที่บ้านบิดาเจ้าสาว จบ ลงเมื่อเจ้าบ่าวพาเจ้าสาวไปบ้านบิดาตนเอง แสดงว่าเจ้าสาวได้เป็นสมบัติของเจ้าบ่าวแล้ว ชาว กรีกจะถือว่ารูปร่างของมนุษย์จะเป็นสิ่งที่มีความงามเป็นยอด เด็กคนใดเกิดมาร่างกายพิการก็จะ ฆ่าจนหมด กรีกจะมีเทพเจ้าแห่งความงามที่นับถือคือวีนัส Venus de milo

การแต่งกาย

หญิง แต่งกายด้วยชุดทูนิค (Tunic) ชั้นในสวมเสื้อเอวลอยทับเรียกว่าเพ๊พโพลส (Peplos) ใช้ผ้าขนสัตว์ สวมเครื่องรัดเอวให้กระชับ เย็บรัดตัว ชั้นนอกใช้สีสันสดใส กระโปรงปลายบาน เล็กน้อย เข้ารูปที่สะโพกยาวถึงข้อเท้าตกแต่งด้วยลวดลายตามเชิง และที่กลางตัวเสื้อและกระโปรง สวยงามมาก ตัวเสื้อที่สั้น ๆ เอวลอย ต่อมาวิวัฒนาการเป็นเสื้อแจ๊คเก๊ตโบเรโร่ (Bolero) เป็นเสื้อ เปิดด้านหน้าหรือเปลือยอก ต่อมานิยมใช้ผ้าลินินแทนขนสัตว์ และจับจีบ Pleat ด้วย แบบจะทรง หลวม ๆ สบายขึ้น เสื้อจะเป็นทูนิคตรง ๆ หลวมใช้เชือกผูกที่เอว ดึงให้เสื้อหย่อนลงมา ตัวเสื้อจะ ถ่วงลงมาเป็นลักษณะพริ้วยาวถึงข้อเท้าแต่งด้วยครุย บริเวณชายกระโปรงเป็นชุดที่ใช้ผ้ามาก ชุดนีเ้รียกว่า โคลโพส (Kolpos) ซึ่งมีรูปทรงอ่อนนุ่ม นิ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง

ชาวกรีกจะถือความงามเป็นหลัก การแต่งกายจึงมีความสมดุลและง่าย ๆ เกี่ยวกับความ ทิ้งตัว และเรื่องเส้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในการจัดให้เหมาะสมกลมกลืนกับความงามของรูปร่าง

ชาย แต่งกายชุดทูนิคแคบ ๆ รัดเอว เรียกว่า Chiton (ซิตอน) เป็นชุดชาวกรีกโบราณ จะ สวมเสื้อคลุมซึ่งมี 2 ชนิด คือ
– ชนิดคลุมสั้น มีเครื่องเกาะเกี่ยวที่ไหล่ เรียกว่า ซาลามี (chlamys)
– ชนิดพันรอบตัว และพาดบ่าข้างเดียวแบบพระสงฆ์ เรียกว่า ฮีเมชั่น (Himation) เสื้อคลุมของหญิงคล้ายของชาย คือ ห่มแขนข้างเดียว ส่วนชายสวมเสื้อชุดทูนิคยาว เรียกว่า โคลโพส (Kolpos) และสวมเสื้อคลุมสวยงาม มีลวดลายที่ชายและแถบกลางหน้า ลักษณะของ แถบแสดงถึงยศตำแหน่ง

Doric chiton โคริคซิตอน เป็นแบบเสื้อผ้าชุดเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายยาวถึงข้อเท้า รัด หรือกระตุกที่เอว แล้วผูกไว้ดึงส่วนบนของเสื้อที่เอวให้หย่อน ใช้ผ้าจำนวนมากในการทิ้งตัวลงมา มีลักษณะคล้าย Drape จีบสลวย นิยมใช้จนถึงปัจจุบัน ในเสื้อชั้น สูงใช้ผ้าลินินแทนผ้าขนสัตว์
ไอโอนิค ซิตอน (Ionic chiton) ใช้ผ้าฝ้ายซึ่งได้มาจากอินเดีย ต่อมาใช้ผ้าไหม ขนาด ของผ้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างจากศอกจดศอก หรือจากข้อมือจดข้อมือของผู้สวม กลัดเข็มกลัดที่ ไหล่ทั้ง 2 ข้าง มีลวดลายที่เชิงและชายผ้า

ชายหญิงที่เป็นนักปราชญ์ นุ่งทูนิค 2 แบบ ดังกล่าว แล้วใช้เสื้อคลุมที่เรียกว่าฮิเมชั่นจับ จีบห่มตามรูปร่างพาดบนไหล่ข้างเดียว และห่มรอบตัว ลักษณะกายห่มบอกถึงฐานะของผู้สวมใส่

 – ชุดนักรบ สวมเสื้อคลุมไม่มีแขน เรียกว่า โคลค (Clock) หรือสวมเสื้อคลุม Chlamys ห่มทับบน Chiton มีเครื่องผูกที่คอหน้าเพื่อป้องกันอากาศหนาวและฝน ทำด้วยขนสัตว์ยาวประมาณ 1-2 หลา ถ่วงน้ำหนัก 4 มุม
 
– ชุดแต่งงาน นิยมผ้าพลีท (Pleats) ลงแป้งบาง ๆ ใช้ผ้าลินินและไหมตัดเป็นชุดทูนิคยาว การไว้ทุกข์จะคาดเข็มขัดและใช้แถบสีนำ้ตาลบริเวณริมขอบชายเสื้อ
 
– ชุดนอน เรียกว่า แบนเดอร์เลท (Bandelette) มีการตกแต่งด้วย Tape หรือโบว์หลวม ๆ สวมทับบน Chiton อีกทีหนึ่ง
 
ในสมัยนี้มีการนำเอาวัฒนธรรมของอินเดีย และประเทศตะวันออกมาใช้ เช่น นำเอาฝ้าย ไหม ทอผสมกับใยลินิน ใช้ผ้าที่เรียกว่า Coan ซึ่งเป็นผ้าเนื้อบางเบา และยังได้รับการปักด้วย ดิ้นเงิน ดิ้น ทองจากอินเดียมาด้วย