ศาสนาและวัฒนธรรมของแอฟริกาใต้


ศาสนา

 

คริสต์ร้อยละ 79.77% อศาสนา 15.1% อิสลาม 1.46% พราหมณ์-ฮินดู 1.25% พุทธ 1.15%และอื่นๆอีก 1.42%

            เราอาจกล่าวได้ว่าประเทศแอฟริกาใต้นั้นคือเบ้าหลอมของความหลากหลายทางเชื้อชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นการรวมกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ที่เหมือนกันและต่างกันในแต่ละกลุ่มเชื้อชาติและชาติพันธุ์ เพื่อสร้างลักษณะของตนเองเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกันกับคำกล่าวของ อาร์คบิช็อบ เดสมอนด์ ทูทู่ (Archbishop Desmond Tutu) นักเคลื่อนไหวทางสังคมของแอฟริกาใต้ ที่สนใจในเรื่องของเชื้อชาติและชาติพันธุ์ในแอฟริกาใต้ และได้ให้คำจำกัดความของปรากฏการณ์หล่อหลอมนี้ว่า “ดินแดนสีรุ้ง” ซึ่งคำว่ารุ้งในความหมายตามพระคัมภีร์ไบเบิลนั้นได้แสดงถึงนัยยะสำคัญตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวคือ พันธะสัญญาของพระผู้เป็นเจ้าที่จะไม่ส่งต่อคำพิพากษาให้แก่มวลมนุษยชาติ หรือการแสดงให้เห็นถึงความหวังและการความเชื่อมั่นในอนาคตที่สดใสต่อชาวซัวซ่า (Xhosa) หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาใต้นั่นเอง โดยในเวลาต่อมาคำว่าดินแดนสีรุ้งก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นการอุปมาถึงสีสันหลากสีที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายซึ่งประชาชนที่อยู่ในรัฐนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และที่สำคัญคือการแสดงถึงแอฟริกาใต้โฉมใหม่หลังจากเหตุการณ์การแบ่งแยกกลุ่มคนต่างเชื้อชาติในประเทศแอฟริกาใต้ออกจากกันในประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างปี ค.ศ. 1948-1994 และบทความนี้ก็จะกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของปัญหาของกลุ่มเชื้อชาติและชาติพันธุ์ในแอฟริกาใต้ ไปจนถึงการผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาจนถึงสภาพของแอฟริกาใต้โฉมใหม่ในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้น


ภาพ แผนที่การเดินเรือของโปรตุเกสในช่วง ศตวรรษที่ 15

            ในช่วงของศตวรรษที่ 15 ชาวโปรตุเกสนับว่าเป็นชนชาติแรกที่ฝ่าเข้ามาถึงชายฝั่งของประเทศแอฟริกาใต้ เนื่องจากแอฟริกาใต้นั้นเปรียบได้กับจุดพักระหว่างทางก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศอินเดีย ซึ่งหลังจากนั้นก็ประเทศแอฟริกาใต้ก็ได้ต้อนรับการมาเยือนจากหลายเชื้อชาติ อาทิ ชาวฮอลันดา ฝรั่งเศส เยอรมัน ไอร์แลนด์ กรีก ยิว อิตาลีและ ชาวจีนตามลำดับ โดยมาทั้งในรูปแบบการอพยพตั้งถิ่นฐาน การเข้ามาค้าขาย ฯลฯ การก่อตั้งบริษัท ดัตช์ อีส อินเดีย (Dutch East India Company) ในเมืองเคป ทาวน์ เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในดินแดนแห่งนี้มากขึ้นก่อให้เกิดปริมาณการค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการที่จะขยายตลาดสินค้าและแรงงานให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยแนวคิดการทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่ได้ถูกเผยแพร่ไปสู่กลุ่มชาวยุโรปที่ได้เข้ามาตั้งรกรากในปี 1657 และเนื่องจากความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นได้ทำให้เกิดการนำเข้าแรงงานทาสจากมาดากัสการ์มายังบริษัท ดัตช์ อีส อินเดีย เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน


ภาพ การมาถึงของบริษัท ดัตช์ อีส อินเดีย ที่เมืองเคป ทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้

 
            ในช่วงยุคต้นของศตวรรษที่ 17 การทำไร่ของชาวอาณานิคมก็ได้เพิ่มมากขึ้น จนนำไปสู่ความต้องการใช้ทรัพยากรที่มากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้ได้นำไปสู่การบุกรุกดินแดนและทรัพยากรที่เป็นของชาวพื้นเมืองของแอฟริกาใต้ รวมถึงการขับไล่กลุ่มชาวพื้นเมืองออกจากพื้นที่และยังบีบบังคับกลุ่มคนเหล่านี้ให้อยู่ใต้อาณัติหรืออาจกล่าวได้ว่าถูกเปลี่ยนสถานะให้เป็นแค่ “ทาสรับใช้” ของผู้ล่าอาณานิคมเพียงแค่ให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และจากการกระทำของชาวอาณานิคมนั้น ก็ได้นำไปสู่การแพร่กระจายของโรคระบาดต่างๆในช่วงปี 1713 โดยเฉพาะโรคฝีดาษ ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคงหนีไม่พ้นชาวพื้นเมืองซึ่งในเวลาต่อมาได้นำไปสู่ที่ได้แพร่กระจายมาสู่ชาวพื้นเมืองจนนำไปสู่การลดลงของชนพื้นเมืองชาวคอนชาน (Khoisan) และการเผยแพร่ทางวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองกลุ่มนี้


ภาพ ชนเผ่าคอนชาน ที่ประเทศแอฟริกาใต้ในปัจจุบัน

            เนื่องด้วยความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้น อีกหนึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้เข้ามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมกำลังเติบโตก็คือ “ชาวเอเชีย” โดยชาวเอเชียนั้นได้เข้ามาเป็นแรงงานทาสในแอฟริกาใต้มากขึ้น นอกจากนั้นการเข้ามามาทำงานของชาวเอเชียก็ได้นำไปสู่การเผยแพร่ของศาสนาอิสลามในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ในเวลาต่อมา และเป็นธรรมดาที่เมื่อมีการติดต่อและพอปะกันกับหลากหลายเชื้อชาติ, ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมนั้นความขัดแย้งนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การปะทะระหว่างกลุ่มได้เริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1770 ระหว่างชาวอาณานิคม กับ ชาวพื้นเมืองแอฟริกัน และได้ลามไปยังกลุ่มอื่นๆ

            อย่างไรก็ตามความหลากหลายนี้เองมาจากผลของการมีปฏิสัมพันธ์กับภูมิภาคต่างๆในช่วงเวลาดังกล่าวโดยมีปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนปฏิสัมพันธ์เหล่านี้คือ การค้าการลงทุน การล่าอาณานิคมและ การใช้แรงงานทาส ซึ่งในนำไปสู่การอพยพเข้ามาของหลากหลายเชื้อชาติ ชาติพันธุ์และการเผยแพร่หลากวัฒนธรรม จนเป็นส่วนสำคัญของดินแดนสีรุ้งนั่นเอง

ความขัดแย้ง

             ถึงแม้ว่าความขัดแย้งจะมีมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 17 แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงและส่งผลกระทบมากที่สุดในแอฟริกาใต้หรือดินแดนสีรุ้งแห่งนี้ก็คือ ช่วงของนโยบายการแบ่งแยกกลุ่มคนต่างเชื้อชาติ (Apartheid) ในประเทศแอฟริกาใต้ออกจากกันในประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างปี ค.ศ. 1948-1994 โดยแบ่งแยกพลเมืองในประเทศออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ พวกผิวดำ ผิวขาว ผิวสี และพวกอินเดีย โดยที่อยู่อาศัยของประชาชนจะต้องจัดแบ่งแยกกันและถูกบังคับให้ย้ายไปพื้นที่อื่น โดยกลุ่มที่มีสถานะทางสังคมสูงที่สุดในขณะนั้นคือ ชาวผิวขาวหรือชาวยุโรป ชาวผิวสีหรือชาวอินเดีย คือผู้ที่มีสถานะรองลงมา ส่วนชาวผิวดำคือผู้ที่มีสถานะต่ำที่สุด แต่ถึงแม้ว่าสถานะทางสังคมของกลุ่มชาวผิวสีจะที่ดีกว่าชาวผิวดำแต่สิทธิที่พึงได้รับก็แทบไม่ต่างอะไรจากกลุ่มชาวผิวดำเลยเนื่องด้วยถูกจำกัดไว้ให้แค่คนผิวขาวเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวผิวดำนั้นจะถูกกีดกันออกจากสถานะความเป็นพลเมือง การกำหนดการศึกษา การรักษาพยาบาล บริการสาธารณะต่างๆ ของชาวผิวดำนั้นก็จะได้รับบริการที่ด้อยกว่าคนผิวขาวและผิวสี


ภาพ ส่วนหนึ่งของนโยบายการแบ่งแยกกลุ่มคนต่างเชื้อชาติ ระหว่างปี ค.ศ. 1948-1994

            นโยบายการแบ่งแยกกลุ่มคนต่างเชื้อชาติ ในประเทศแอฟริกาใต้ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศอย่างรุนแรงนำไปสู่การลุกฮือ ประท้วง และต่อต้านติดต่อกันจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลได้ทำการปราบปรามและจำคุกบรรดาผู้นำขบวนการต่อต้านการแบ่งแยกผิวนี้เป็นจำนวนมาก ยิ่งการต่อต้านแผ่กระจายวงกว้างออกไปและรุนแรงขึ้นเพียงใด ฝ่ายปกครองก็ยิ่งตอบโต้ด้วยการกดดันและใช้กำลังรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

            ซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงที่เห็นได้ชัดนั้นก็คือเหตุการณ์การจลาจลที่โซเวโต (Soweto Uprising) ของแอฟริกาใต้ ในปี 1976 มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลประกาศบังคับให้โรงเรียนใช้ภาษาแอฟริคานส์และภาษาอังกฤษ (Afrikaans and English) ในการสอนเท่านั้นโดย ผลคือทำให้ชาวผิวดำจำนวนมากไม่พอใจ มีการประท้วงไม่ไปโรงเรียนเกิดขึ้นซึ่งลุกลามไปจนเกือบทั่วทุกโรงเรียนในโซเวโต ก่อนจะกลายเป็นการประท้วงให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว และเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจนกลายเป็นการจลาจลในที่สุด พร้อมกับผู้เสียชีวิตจำนวนมาก


ภาพ ส่วนหนึ่งเหตุการณ์การจลาจลที่โซเวโต ในปี 1976

          อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการเหยียดผิวเริ่มทุเลาลงในช่วงทศวรรษ 1980 จนกระทั่งปี ค.ศ. 1990 ประธานาธิบดี เฟรเดอริก วิลเลม เดอ เคลิร์ก จึงได้เริ่มการเจรจาเพื่อยุติปัญหาการเหยียดผิว และต่อมาได้มีการเลือกตั้งแบบหลากชนชาติภายใต้ระบบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งผู้ชนะการเลือกตั้งคือพรรค African National Congress โดยการนำของ เนลสัน มันเดลา โดยหลังการจากเลือกตั้งในครั้งนี้ประเทศแอฟริกาหรือดินแดนสีรุ้งนี้จึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยปัญหาการเหยียดผิวนั้นก็ได้ลดน้อยลงมาเรื่อยๆ ประกอบกับการที่คนทั้งชาติที่เริ่มรักและสามัคคีที่จะสร้างประเทศในรูปแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วยชาวยุโรป, แอฟริกันและ เอเชีย รวมถึงการแต่งตั้ง 11 ภาษาราชการนั่นคือ Afrikaans, English, IsiNdebele, IsiXhosa, IsiZulu, Northern Sotho, Sesotho, Setswana, SiSwati, Tshivenda และ Xitsonga

ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

 

            ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างหลากหลายเชื้อชาติและชาติพันธุ์ แต่วัฒนธรรมนั้นก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลระหว่างกลุ่มได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำอาหาร เพราะอาหารนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่คนเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งส่วนผสมใหม่ๆ และการทำอาหารแบบต่างๆ ก็ได้เกิดขึ้นมากในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ อาทิ อาหารใหม่ของประเทศแอฟริกา อย่าง Biltong หรือ เนื้อตากแห้ง และ Potjiekos an Afrikaans หรือ สตูว์แบบแอฟริกา อาหารอิตาเลี่ยน ที่มาจากนักโทษชาวอิตาลี ในช่วงยุคอาณานิคม หรือจะเป็นอาหารฝรั่งเศส, อาหารแบบเมอดิเตอเรเนี่ยนและ ธุรกิจการทำไวน์ที่มาจากชาวฝรั่งเศสที่อพยพมายังประเทศแอฟริกาในช่วงของสงครามศาสนา รวมไปถึงอาหารแบบเอเชียที่มาจากทาสชาวเอเชียที่มาเป็นแรงงานในดินแดนสีรุ้งแห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น การมีอยู่ของคนหลากหลายเชื้อชาติและชาติพันธุ์ในแอฟริกานั้น ยังได้นำไปสู่ภาษาใหม่ๆที่เกิดขึ้น รวมถึงชาวแอฟริกาลูกผสมที่เกิดจากคนหลากหลายเชื้อชาติและชาติพันธุ์เข้าด้วยกันเช่นกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ของประเทศแอฟริกาที่เกิดขึ้นหลังจากการผสมผสานกันของหลากหลายเชื้อชาติและชาติพันธุ์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ผ่านกาลเวลาแห่งประวัติศาสตร์นั้น ทำให้คำว่าดินแดนสีรุ้งมีความหนักแน่นมากขึ้นเช่นเดียวกัน

การบูรณาการทางวัฒนธรรม

 

            การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ (Globalization) นั้นเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของคนจากหลากหลายสถานที่ ซึ่งอาจมีแรงจูงใจจากวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน แต่ได้รวมกันจนกลายเป็นผลึกของวัฒนธรรมที่หลากหลายดังที่ให้ได้ในปัจจุบัน การบูรณาการทางวัฒนธรรมนั้นได้เกิดขึ้นให้เห็นมากมายในด้านต่างๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้นก็คือในด้านของการสร้างชาตินั้นเอง ดังที่เห็นในจากเพลงชาติของประเทศแอฟริกาที่มีมากมายหลายภาษา

            ทั้งนี้ เพลงชาติแอฟริกานั้น ประกอบไปด้วยสองส่วนเข้าด้วยกันคือ Nkosi Sikelel’iAfrika ซึ่งหมายถึงคำอวยพรของพระผู้เป็นเจ้าต่อแอฟริกา (God Bless Africa) และ Die Stem van Suid Afrika หมายถึงคำเรียกร้องของชาวแอฟริกาใต้ (The Call of South Africa) ในส่วนแรก หรือ Nkosi Sikelel’iAfrika นั้นเป็นเพลงสวดของของแอฟริกาใต้ที่เขียนโดย Enoch Sontonga ในปี 1897 และต่อมาก็ได้เพิ่มบทกวีของ Samuel Mqhayi เข้าไว้ด้วยในภาษาเดียวกัน โดยในส่วนแรกนั้นประกอบไปด้วยสามภาษาซึ่งก็คือ Xhosa Zulu และ Sesotho ในช่วงสองบรรทัดแรก บรรทัดที่สามกับบรรทัดที่สี่ และท่อนที่สองตามลำดับ

            ในส่วนที่สอง หรือ Die Stem van Suid Afrika นั้นเป็นบทกวีดั้งเดิมที่เขียนโดย Cornelis Jacobs Langenhoven ในปี 1918 และได้เพิ่มทำนองดนตรีเข้าไปด้วยในปี 1921 โดย Marthinus de Villiers และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1952 ก่อนที่จะได้รับการตั้งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นเพลงชาติในเวลาต่อมา โดยตัวอย่างของเพลงชาติในส่วนที่สองที่มาจากบทกวีภาษา Sesotho ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นภาษา Afrikaans และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษในที่สุดนั้นก็คือ

Sounds the Call to come together,
And united we shall stand,
Let us live and strive for freedom,
In South Africa our land.

            ถึงแม้ว่าชาวแอฟริกาใต้จะถูกทำให้อยู่ภายใต้กลุ่มเชื้อชาติและชาติพันธุ์จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แต่ความคิดริเริ่มของการรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้ความหลากหลายดังที่เห็นได้จากบทกวีในเพลงชาตินี้ ก็สามารถทำให้ประเทศแอฟริกาใต้สามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นจนกลายมาเป็นดินแดนสีรุ้งที่รวบรวมกลุ่มชนหลากลหลายเชื้อชาติ ชาติพันธุ์และ วัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวได้อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน